Featured

ใช้ชีวิต Smart ฉลาดประหยัดพลังงานหาร 2

ด้วยความที่เป็นคนขี้เกียจ แต่รู้ว่าเรื่องการใช้พลังงานและทรัพยากร เป็นเรื่องที่สำคัญ เลยลองหาวิธีแบบ Smart Smart ใช้ดู มันเลยออกมาเป็น หาร 2 ลองเลย !

#รวมพลังหาร2 #สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน #สนพ #กระทรวงพลังงาน #นวัตกรรม #หาร2ลองเลย #ประหยัดพลังงาน

1

ใช้ชีวิต Smart ฉลาดประหยัดพลังงานหาร 2 แบบที่ใครๆก็ทำกันได้ง่าย ผ่านอุปกรณ์มือถือ และการสื่อสารที่ทันสมัย ช่วงประหยัดทั้งพลังงานและเวลา

2

เคยแบบมีประชุมเดียว อยู่ไกลถึงคลองห้า จะขับรถจากบ้านไป ก็สองชั่วโมงกว่า แถมยังต้องเสียค่าน้ำมันอีก… เลยบอกพี่เขาว่าเดี๋ยวเรา VDO Conference คุยกัน เห็นหน้าชัด เปิด PowerPoint ให้ดูก็ได้… สรุปว่า คุยกันจบแค่ 45 นาที น้อยกว่าเวลาเดินทางอีก

3

มีครั้งนึงอยู่ออฟฟิศ นี่คิดงานไม่ออกเลย เลยลองทำงานที่บ้านดู งานมาเลย แถมมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้นอีก ที่สำคัญไม่ต้องเสียเวลา เสียพลังงานในการเดินทางกว่าจะถึงออฟฟิศ…

4

แต่บางทีก็จำเป็นจะต้องขับรถออกไป แล้วเคยมั้ยที่แบบไปที่ไหนแล้วหลง ขับวนไปมาจนงงไปหมด หรือจะเลี้ยวมาแล้วรถติดแหงกเลย ลองเปลี่ยนมาใช้แอปนำทางกันดู Google Map นี่ช่วยส่องก่อนละว่าจะวิ่งเส้นไหนดี ตรงไหนแดง ตรงไหนเขียว

5

อีกทางเลือกหาร 2 ก็นี่เลย แอปเรียกรถ ไม่ต้องขับเอง ให้ปวดหัว ที่สำคัญเลย ไม่ต้องขับรถให้เปลืองน้ำมันแถมต้องไปวนหาที่จอดรถเอง เพราะวันก่อนจะไปพารากอน ขับมาเร็วนะไม่ติดอะไร แต่พอเข้าห้างเท่านั้นแหละ รถเยอะเลย วนแล้ว วนอีก ขับลงๆ ขึ้นๆ นานเลย สรุปกว่าจะจอดได้ ต้องเสียน้ำมันพอๆ กับที่ขับมา แถม… ไม่ทันรอบหนังที่จองด้วย ตั้งแต่นั้นมาใช้แอปเรียกรถตลอดเลยจ้า

6

ทำบ้านให้เป็น Smart Home แบบส่งจากที่ไกลๆ ได้เวลาลืม หรือไม่ใช้อะไร อันนี้เคยลืมประจำ คือลืมปิดไฟห้องน้ำ แล้วไปต่างจังหวัด จะให้ใครปิดได้หละ เปลืองไฟไปอีก ก็เลยหันมาใช้อุปกรณ์ Smart Home แบบสั่งเปิดปิดไฟ ปิดแอร์ได้ กันไว้เวลาลืม หรือ เผื่อเวลาอยากนอนสบายๆ แล้วสั่งปิดจากบนที่นอนก็ง่าย หาร 2 ลองเลย!

7

ลองใช้นวัตกรรม มาทำให้ชีวิตเราง่าย ช่วยเราโดดงาน เอ่ยทำงานได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ที่ผ่านมาของผมมีทั้งที่ต้องประชุมหลายๆ ที่แต่จะออกไปทุกที่กว่าจะถึงก็หมดเวลาพอดี เลยต้องใช้โทรศัพท์ หรือ โน๊ตบุ๊คเปิดการประชุมจากที่บ้านหรือที่ร้านกาแฟ ประชุมได้ครบ ไม่ต้องเปลืองน้ำมันวนไปมาด้วย

อีกตัวอย่างนึงคือ อยู่บ้านแล้วไม่ได้เอาโน๊ตบุ๊ค บริษัทกลับมาด้วย ทีนี้ต้องแก้งานด่วน… ถ้าจะต้องกลับไปเอาคอมมาก็คงไม่สนุดแน่ แต่ผมเก็บงานไว้บน คราวน์ ไดร์ (เช่น Google Drive, One Drive, iCloud) ก็เลยเปิดทำได้เลย

เหมือนไม่ได้ไปทำงานนะครับแต่ได้งาน และที่สำคัญประหยัดพลังงานเรา และพลังงานประเทศด้วยฮะ

Featured

สวัสดี…นี่เราเอง

 

เล่าให้ฟังอย่างนี้ครับ… หลังจากทำเพจมาหลายปี มี IG ด้วย…​ มีใช้ Line บ้าง แต่คิดว่าเครื่องมือที่ Effective สุดสำหรับ Social ตอนนี้ ก็คงจะเป็น Facebook กับ IG นี่แหละ แต่ก็นั่นแหละครับ คิดว่ามันน่าจะมีเครื่องมืออื่นๆ อีกมั้ยที่น่าสนใจ สำหรับการทำในส่วนของเนื้อหาเพิ่มเติม แม้ว่าวาดรูปอย่างเดียวมันก็สนุกดีอยู่แล้วก็เหอะ เลยเอาหละหลังจากเล็งๆ มานานก็ติดว่าใช้ WordPress ละกัน เลยได้ออกมาเป็น

Continue reading “สวัสดี…นี่เราเอง”

โปรโมชั่นมันไม่ใช่เรื่องของฟ้าฝน แต่อยู่ที่คนทำอะไร

ส่วนเรื่องของเราคือ อย่าเอาแต่รอฟ้ารอฝนครับ  ต้องฝึกฝน ตัวเอง ที่สำคัญสมัยนี้ หมกมุ่นอยู่กับตัวเองอย่างเดียวไม่พอ ต้องเรียนรู้เรื่องอื่นๆไว้ด้วยครับ อย่างน้อยก็เปิดโลกทัศน์อื่นๆ สนุกดีครับ…

สวัสดีครับ…เล่าให้ฟังอย่างนี่

ระหว่างที่กำลังนั่งทำงานอื่นอยู่ ก็นึกอยากเล่าเรื่องโปรโมชั่น หรือการเลื่อนตำแหน่ง ให้ฟัง เป็นแนว ชวนคิด ผิดถูกนี่ตามมุมมองของผมคนเดียวนะครับ ไม่ได้มีสถาบันไหนมารับรอง…

น่าจะเคยได้ยินคำทำนองว่า

“ทำไป…นายไม่เห็นค่าก็ไม่มีความหมาย”

ก็จริงครับ ถ้าเขาไม่เห็นค่า เราก็ไม่มีความหมายในสายตา…

แต่ว่า แล้วเรามีค่าอะไรให้เขาเห็น ตอบตัวเองตรงนี้ก่อน ก่อนที่จะตั้งคำถามว่า นายตาถั่ว…

เอาเรื่องของเราก่อน สิ่งที่เรามีลืมๆ กันไปบ้างคือ ทุกวันนี้เราทำงานเพื่ออะไรครับ… อาจจะได้คำตอบที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่บริษัทไหนๆ อยากได้จากเรา ก็คือ ผลงาน (productivity) ทั้งนั้นจริงมั้ย เขาไม่ได้จ้างเรามาเดินสวยๆ ตากแอร์ไปวันๆ เขาอยากได้งานครับ ผลงานเป็นไงทุกวันนี้…

ถัดมา… คุณค่า ที่จะทำงานได้มาดดว่าที่ทำอยู่เปล่า เป็นนี้เป็นเรื่องทักษะ (Skill) ที่มากกว่าละมียัง ตามมาด้วยเรื่องนิสัยใจคอ ถ้าจะเรียก รวมๆ ก็  Attitude เป็นยังไง ไหวมั้ย… แบบบ่นตลอดนี่คงไม่ไหว ใครๆ ก็อยากได้คนดี ที่อยากทำมากกว่า เรียกรวมอีกที คือ ศักยภาพ

ตรงนี้ คนที่ผลงานดี ก็จะได้ตอบแทนเป็นผลประเมินที่ดี โบนัส อะไรว่าไป ส่วนคนที่ผลงานดี และมีศักยภาพ ก็มีโอกาสได้ตั๋วที่เรียกว่า ตั๋วโปรโมต หรือเลื่อนตำแหน่ง

ทั้งเก่ง ดี และผลงานก็มีทำไมไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง

ก็กลับมาว่า มันมีตำแหน่งให้เลื่อนมั้ย… แล้วทำไมมันไม่มีตำแหน่ง อันนี้ก็เล่าแบบ ทฤษฏี นิดนึงนะครับ แต่ละบริษัทมันก็จะกำหนดมาแล้ว ว่าในหน่วยงานนั้นนี้ ต้องการ คนทำอะไรได้บ้าง กี่คน แต่ละคนทำหน้าที่อะไร หน้าที่ยากงาน ความรับผิดชอบต่างกัน ก็จะได้ตำแหน่งสูงต่ำต่างกันไป แน่นอนว่า เงินเดือนก็แตกต่างกัน อย่างที่ เอชอาร์ ชอบพูดว่า จ่ายตามค่างาน อะไรทำนองนั้น..

งั้นถ้าจะสรุปตรงนี้ก่อนจะเลื่อนตำแหน่งได้มันก็ต้อง ที ตำแหน่งว่าง คนที่มีผลงาน พร้อมทั้งความสามารถและอยากทำงานที่สูงกว่า

งานที่สูงกว่า อย่างที่บอกไว้แล้วนะครับ งานที่ตำแหน่งสูงต่ำต่างกัน มันมาพร้อมความคาดหวังที่ต่างกัน ความสามารถที่ต้องใช้ก็ต่างกัน ถ้าโปรโมตแล้วได้เงินเดือนเพิ่มเฉยๆ สบายๆ ผมก็ชอบนะครับ แต่มันไม่มีให้ง่ายๆอย่างนั้น มีหลายคนนะครับที่เลื่อนตำแหน่งมาเป็นหัวหน้า แล้วกลายเป็นว่าชีวิตการทำงานล่มสลายไปก็มี เพราะอย่างที่บอก มันมาด้วยความคาดหวัง ทักษะการบริหารทีมที่ต้องเพิ่มขึ้นด้วย…

ทำงานก็ดี… อยู่มาเป็นสิบๆ ปี ไม่ได้โปรโมตทำไง

ถามซ้ำว่า… มันมีตำแหน่งให้เลื่อนมั้ย ถ้ามีคือตำแหน่งอะไร ถ้าไม่มี ก็คือไม่มี แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่อยากให้ลืม คือเราทำงานเดิมมาสิบปี บริษัทก็ขึ้นเงินเดือนให้ทุกปี(ได้มากน้อย หรือไม่ได้ขึ้นอยู่ว่าเขาจ่ายได้มั้ย และผลงานเราเป็นไงด้วยนะครับ)

แต่…พี่ทำงานงานนี้มาสิบๆ ปี พี่เก่งกว่าเด็กใหม่ตั้งเยอะ ไม่เถียงนะครับ ถ้าเราเก่งกว่าจริงๆ และสอนคนใหม่ๆได้ ตรงนี้แสดงให้เห็นว่าพี่อาจจะมีศักยภาพมากกว่าคนใหม่ๆ ถ้ามีโอกาสดีๆ พี่ก็ควรเป็นเบอร์ต้นๆ ที่จะได้รับโอกาสนั้นว่ามั้ย

อ้าว…ก็อยู่มาสิบๆ ปีแล้ว เลื่อนตำแหน่งให้ไม่ได้หรอ… ถ้าจะพูดแบบตรงไปตรงมา อยู่ดีๆ เราก็คงไม่อยาก ซื้อของชิ้นเดิม ในราคาที่แพงขึ้นใช่มั้ยครับ แต่พูดแบบนี้ มันคงแทงใจจนเกินไป อย่าเพิ่งมาต่อยผมนะครับ แต่โลกความเป็นจริง มันก็โหดร้ายแบบนี้แหละครับ

เอาหละ แต่ถ้าเราทั้งเก่ง ทั้งดี แบบดีจริงๆ นะครับ แล้วบริษัท เขาไม่เห็นค่า คนอื่นได้เลื่อนขั้นเอาๆ ข้ามหัว ข้ามหน้าเราไป ก็ช่างหัวบริษัทแม่งครับ ไม่ใช่บริษัทเรา… เราไม่ได้ลงทุนเงินไปกับเขา เขาจะแจ๊ง เพราะเลือกคนผิดไปทำงาน ก็เรื่องของเขา พูดอย่างนี้ ไม่ได้ชวนให้เป็นคนทัศนคติไม่ดีนะครับ เพียงแต่ย้อนกลับกัน ถ้ายอมทนๆ แล้วต้องมาบ่นกับตัวเองทุกวัน จะซึมเศร้าเอาครับ

ส่วนเรื่องของเราคือ อย่าเอาแต่รอฟ้ารอฝนครับ  ต้องฝึกฝน ตัวเอง ที่สำคัญสมัยนี้ หมกมุ่นอยู่กับตัวเองอย่างเดียวไม่พอ ต้องเรียนรู้เรื่องอื่นๆไว้ด้วยครับ อย่างน้อยก็เปิดโลกทัศน์อื่นๆ สนุกดีครับ…

ป.ล. พาย้อนกลับมาอีกนิดนึง คือ เราทำงานไปเพื่ออะไรครับ…

#เรื่องของไก่งวง…

สุดท้ายเราจะเอาอะไรกับสัตว์ ที่มันไม่รู้ว่าสิ่งที่มันกำลังกระโดดจิกอยู่นั่น ก็คือเงาที่มาจากการกระทำของมันเอง

(repost และ edit  เพิ่มเติมจากเพจ)

เล่าให้ฟังอย่างนี้ครับ….  ตอนกลับมาบ้านที่ตจว. ที่บ้านทีเลี้ยงไก่ และไก่งวง ก็ตามสไตล์ไก่มันต้องมีนิสัยป้อๆหน่อย ยิ่งถ้าเจอตัวผู้ตัวอื่นด้วยก็ต้องมีโชว์ออฟกันไป…

และก็ด้วยความที่รถผมมันสีดำเงางาม มันก็เลยสะท้อนเงาตัวมันชัดเลย แต่คือไอ้ไก่งวงนี่มันก็แยกไม่ออกไงว่านี่คือตัวมึงเอง ก็เลยกระโจนตีเข้าให้ ผลคือรถก็ลอยเต็มเลยทีนี้… ตอนนั้นก็โกรธมาก รู้สึกเสียดายที่รถจะต้องมาเป็นรอย เพราะความไม่รู้เรื่องของไก่งวงตัวนั้น…

ซึ่งก็อย่างที่เล่า… สุดท้ายเราจะเอาอะไรกับสัตว์ ที่มันไม่รู้ว่าสิ่งที่มันกำลังกระโดดจิกอยู่นั่น ก็คือเงาที่มาจากการกระทำของมันเอง ที่มันไม่รู้กระทั่งว่าอะไรคืออะไร จะโกรธมันไปทำไม… ไม่ต่างกัน เราจะไปเอาอะไรกับคนที่เขารู้แค่นั้น… เข้าใจแค่นั้น ถึงเราจะต้องเจ็บตัวกับบ้าง แต่จะเอาอะไรคืนมันก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมา ยิ่งจะเป็นแผลเพิ่มไปอีกเปล่าๆ เท่านั้นเอง… วางเฉย และนิ่งไว้คงเป็นทางออกที่ดีมากกว่า

วันนี้(ตอนวันปีใหม่) มองหาไม่เห็น ในกรงก็ไม่มี เลยนึกขึ้นได้ว่า นี่มันเพิ่งผ่านคริสต์มาสมาซินะ คงได้ไปฉลองที่บ้านใครซะแล้ว…

สุดท้าย…เออ จะเอาอะไรมากมาย มันก็เท่านี้แหละ สำคัญที่รู้จักทำหน้าที่ให้ดี อย่างน้อยไอ้ไก่งวงนั้นมันก็ได้ไปทำหน้าที่มันต้อนรับปีไก่…

บ้ายบายไก่งวง

#ปลาวาฬ

คนดีในร่างของคนป่วย หรือคนป่วยในร่างของคนดี

วันนึง รู้ว่าพี่เขาป่วย…. แกเป็นมะเร็ง ในใจตอนนั้นคือ “เฮ้ย” รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไร สะดุดคิดว่า เอะ….ที่รู้สึกไม่ดีกับพี่เขา มันมีประโยชน์อะไรหรือเปล่า…ความจริงคือ “ไม่” คุยกันดีๆ ก็ได้นี่นา ผลเปลี่ยนประโยคคำพูดใหม่ เป็นประโยคคำถาม ประโยคบอกเล่า ไม่ใช่ประโยคความรู้สึก

Ande shared a drawing with you 15

เล่าจากตอนหนึ่งในหนังสือครับ

คืองี้สมัยนานมาแล้ว….ตอนทำงานใหม่ๆ เจอพี่คนนึงในบริษัท ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้ทำงานเกี่ยวกันโดยตรงซะทีเดียว ก็มีเจอกันมันบ้าง พอวันนึงต้องไปดิลงานกัน สิ่งที่ก็รู้สึกคือกูไม่ชอบพี่คนนี้เลยบอกตรง ผมคิดในใจว่า ทำไมถึงพูดจากวนตีน ยอกย้อนขนาดนั้นวะ…. ผมมีกวนตีนกลับบ้าง เห็นหน้าแล้วรู้สึกหงุดหงิดบ้าง ตามโอกาส…เป็นแบบนี้อยู่นานเป็นปีเลยมั้ง

วันนึง รู้ว่าพี่เขาป่วย…. แกเป็นมะเร็ง ในใจตอนนั้นคือ “เฮ้ย” รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไร สะดุดคิดว่า เอะ….ที่รู้สึกไม่ดีกับพี่เขา มันมีประโยชน์อะไรหรือเปล่า…ความจริงคือ “ไม่” คุยกันดีๆ ก็ได้นี่นา ผลเปลี่ยนประโยคคำพูดใหม่ เป็นประโยคคำถาม ประโยคบอกเล่า ไม่ใช่ประโยคความรู้สึก

พอคุยกันแบบนี้ มันก็ไม่ได้มีอะไรนี่หว่า ก็ทักทายกันได้ ยิ้มให้กันได้ คุยเรื่องที่บ้าน เรื่องอะไรๆ ได้

แน่นอน เป็นมะเร็ง แกก็เจ็บ ก็ไปรักษา มีทำคีโม แต่แกเป็นคนป่วย ที่ปกติมาก ปกติกว่าวันที่ผลแกล้งป่วยลาโดดงานซะอีก แกมีเล่าถึงการรักษาของแก เพื่อนๆ ที่รักษาด้วยกัน แกเล่าอย่างปกติ เหมือนเล่าเรื่องไปเดินห้าง ไปซื้อของ แต่จริงๆ แล้วก็รู้ว่ามันไม่ง่ายเลย

ช่วงหลังๆ ได้เจอทั้งลูกชาย ลูกสาวเขา แกก็เล่าเรื่องผมให้ลูกๆแกฟัง ว่าผมเก่งอย่างไร แล้วอยากให้ลูกแกมาเรียนจากผมบ้าง ทั้งๆ ที่ที่ผ่านมาผมไม่ชอบหน้าแก่เลยจริงๆ ผมเคยเจอช่วงน้องๆปิดเทอม น้องก็มาทักทายสวัสดี แกมีเล่าเรื่องเรียนของน้องๆ ว่าทำกิจกรรมอะไรกัน เขาอยากเป็นไร ชอบอะไร

ยิ่งรู้สึกว่าชีวิตจริงๆ มันไม่ง่ายเลยนะ แต่ แกยิ้มกับมันเสมอ ยิ้มจนรับรู้ไม่ได้เลยว่าแกทรมาน แกป่วยแบบที่ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องความเห็นใจอะไรจากใครเลย

วันก่อน(เรื่องนี้โพสในปี เดือนตุลา 2014) พี่ที่ทำงานเก่าส่งข้อความมา ว่าพี่เขาเสียแล้วนะ… ประมาณ 7 ปีได้ นับตั้งแต่แกป่วย ช่วงหลังๆ ไม่รู้ว่าพี่เขามีชีวิตอย่างไร แต่ก็เชื่อนะว่า พี่เขาได้พยายามที่สุดแล้ว พยายามที่จะมีชีวิตอย่างปกติ แม้ต้องยากลำบากมากก็ตาม

เขาเป็นคนหนึ่งในประสบการณ์ของผม ที่ทำให้เรียนรู้ที่จะมองเห็นชีวิต ว่าไม่ต้องทำตัวร้ายกาจ ใส่กันก็ได้ เพราะชีวิตมันเท่านั้น

เราก็เลือกได้ ที่จะใช้ชีวิตแบบไหน คนดีในร่างของคนป่วย หรือคนป่วยในร่างของคนดี

 

ยังมีเรื่องอื่นๆ จากเพจเราที่รวมไว้ในหนังสือรวมเล่มของปลาวาฬไม่ไปทำงาน หาได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปครับ หรือที่ https://www.naiin.com/product/detail/234834/

Cover Whale
รวมเล่มของปลาวาฬไม่ไปทำงาน

มาเต้น K-POP กัน

ถ้ามอง K-Pop  เหมือนการจำสร้างสินค้าอะไรใหม่สักอย่าง… มันไม่ได้ถูกผลิตออกมาอย่างตามมีตามเกิดหรือดวง มันมีการคิด… และวางแผน มีกลยุทธ์ มากกว่านั้น… ถ้าจะเปลี่ยนมันต้องจริงจังตั้งแต่หัว และเมื่อจะเปลี่ยน เขาก็ทำมันจริงจัง และผลเป็นอย่างที่เห็น

เล่าให้ฟังอย่างนี้ครับ

เมื่อกี้…ดู สารคดีชื่อ Explained ชื่อไทยคือ ไขประเด็น ทาง Netflix สารคดีนี้ก็จะเอาประเด็นสำคัญๆมาอธิบายให้ฟัง เปิดมาตอนแรกก็มาไขประเด็นเรื่อง K-Pop กัน

เอาจริงๆ ตอนนี้ไม่น่าไม่มีใครไม่รู้ว่า K-Pop นี่ดัง และก็รู้กันต่อว่า นี่เป็นอุตสาหกรรมส่งออกอย่างหนึ่งของเกาหลี ผมว่าทุกคนตอนนี้รู้… ซึ่งก็ยังรู้ไปอีกว่ามันมีกระบวนการส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์นี้ ดังและขายได้ไกล… แต่ว่าจุดเริ่มต้นมันก็ไม่ได้ จะเป็นที่น่าปลิ้มของคนในสังคมเกาหลีช่วงแรกๆ เท่าไร

Continue reading “มาเต้น K-POP กัน”

“ทำก่อนได้ทีหลัง”

เล่าให้ฟังอย่างนี้ครับ

ไม่นานมานี้มีน้องคนนึง inbox มาถามว่า “พี่ทำเพจได้เงินเท่าไร” ตอนนั้นไม่ได้ตอบว่าทำไหล่ยังไง เพราะคิดว่านั้นไม่ใช่สาระสำคัญอะไร สิ่งที่น่าสนใจของผมตอนนั้นคือเพราะอะไรน้องถึงอวากรู้ว่า ทำเพจแล้วจะได้เงินเท่าไรมากกว่า…

ผมเลยถามกลับว่า ถามทำไมหละ น้องตอบว่าอยากรู้ เพราะอยากทำเพจบ้าง ซึ่งอันนี้ไม่ใช่ปัญหาผมว่าก็ทำได้เลย ไม่ต้องรอ แต่ว่าน้องอยากจะทำเพจเพื่อให้ได้เงินพอที่จะบอกกับพ่อแม่ได้ว่ามันได้เงิน… แล้วเท่าไรหละที่จะบอกพ่อแม่เราได้ว่ามันมีรายได้หละ… ถ้าจะถึงขั้นเลี้ยงตัวเองได้จากเพจ(ผม)ยังทำไมได้นะ

ผมถามต่อว่าแล้วเราอยากทำเพจเกี่ยวกับเรื่องอะไร คำตอบคือไม่รู้ ตรงนี้คิดความยาก เพราะการที่จะนำเสนออะไรสักอย่างให้คนติดตาม ผมว่ามันต้องเริ่มจากตัวเราจริงๆ

ถ้ายกตัวเอย่างในกรณีของผม… ทำเอาสนุกก็จริง แต่กว่ามันจะออกมาได้มันก็ต้องสะสม และรอเวลาอยู่เหมือนกัน จะเห็นว่าแรกๆ ก็ทำได้ไม่ดีเท่าไร (ตอนนี้ก็อาจจะด้วย) แต่นั่นมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เราจะหยุด เพราะเราสนุกที่จะทำ… แล้วการตอบแทน ผมว่ามันจะตามมานะมากน้อยก็อีกเรื่องนึง ผมตอบน้องไปทำนองนั้น แต่ท้ายสุดน้องก็จะเอาคำตอบให้ได้อยู่ดี… แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นที่จะเล่าอีกเช่นเคย

นานมาแล้วเหมือนกัน… ผมได้ยินประโยคที่ว่า “ให้ทำอันนี้แล้วผมจะได้อะไร” “ถ้าไม่อย่างนั้นอย่างนี้ ผมไม่ทำ” สุดท้ายก็เลยไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติม… พอไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติม มันก็เลยไม่มีเหตุที่เขาจะให้อะไร หลักการง่ายๆเลย ถ้าซื้อของที่มันคุณสมบัติเหมือนๆกัน ร้านนึงมีเงื่อนไขเยอะแยะ กับอีกร้านนึงยินดีต้อนรับ จะเลือกใครหละ…

การเป็นพนักงานกินเงินเดือนก็เช่นกัน เขาให้เราทำก่อนแล้วจ่ายตอนสิ้นเดือนทั้งนั้น และพอสิ้นปีเขาก็มาดูว่าเราทำไรดีๆมาบ้าง แล้วเขาก็ให้เงินขึ้นกันไป…

ทีนี้บางคนอาจจะบอกว่าทำดีแทบตาย เงินเดือน เงินขึ้นนิดเดียว ก็ง่ายๆนะครับ ถ้าเรามันใจ และคิดว่าที่ได้อยู่ ทำอยู่มันไม่ตรงกับความสามารถแล้ว ก็ไปต่อครับ เราไปเปิดโอกาสให้กับตัวเองที่ไหนก็ได้ครับ… อยู่ที่เราเอง…

อย่าบ่นไปวันๆ โดยที่เราไม่ทำอะไรให้ตัวเองดีขึ้นเลย…

เปิดจองหนังสือเรา รอบสอง(รอบแรกหมดไปแล้ว)

หนังสือเราหมดแล้วนะครับสำหรับรอบแรก สนใจเพิ่มเติมเชิญจองจากร้านเหล่านี้ได้เลยนะ

รายละเอียดอ่านได้จากแต่ละร้านเลย…​อย่ารอ เพราะเราพิมพ์มาน้อยมากครับ

คลิกที่รูปได้เลยครับ
จอง.004

คลิกที่รูปได้เลยครับจอง.003

คลิกที่รูปได้เลยครับจอง.002

คลิกที่รูปได้เลยครับจอง.001

สวัสดิการบริษัทไม่ได้เขียนว่าจะช่วยเหลือทุกอย่าง

เล่าให้ฟังอย่างนี้ครับ… โดยส่วนมากแล้วในชีวิตทำงานนอกจากค่าจ้างที่เขาจ่ายเป็นเงินเดือน เป็นค่าแรง หรืออะไรก็แล้วแต่ มันยังมี #สวัสดิการ อยู่ด้วย ตั้งแต่วันลาพักร้อนหรือลาอื่นแบบที่มากกว่ากฏหมายกำหนด (ลาออกเป็นสิทธิ์ไม่ใช่สวัสดิการละกัน) ค่ารักษาพยาบาล ประกันอะไรว่ากันไป เรื่อยไปจนกระทั่งสถานที่ทำงานที่ว่าด้วยเรื่องบรรยากาศทำงาน เครื่องใช้ อะไรว่าไป กระทั่งที่ตั้งบริษัท ที่พนักงานกินเงินเดือนอย่างเราพอจะเดินทางมาสะดวกแบบไม่เสี่ยงภัยมากนัก ก็เป็นสวัสดิการทั้งนั้น มากไปกว่านั้นยังมีเรื่องการฝึกอบรมอีกที่เขาจะทำให้เราเก่งขึ้น… ทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งของพวกนี้มันติดตัวเราไปทั้งนั้น ให้เรามี
โอกาสในชีวิตต่อๆ ไปได้อีก หรืออะไรๆ อีกมากมาย เพราะงั้นขึ้นชื่อว่า สวัสดิการ มันดีทั้งนั้นจะได้ใช้มากน้อยอีกเรื่องนึง

ซึ่งบางคนอาจจะโชคไม่ดีนักที่บริษัทอาจจะไม่ได้มีเรื่องพวกนั้นมากนัก ก็ไม่เป็นไรไว้มีโอกาสที่ดีเราก็ไปทำที่ๆมันดีกว่า… แต่วันนี้ไม่ได้จะชวนคุยเรื่องมีไม่มีสวัสดิการอะไรกัน เพราะอย่างไร

“สวัสดิการบริษัทไม่ได้เขียนว่าจะช่วยเหลือทุกอย่าง”

คือที่พูดอย่างนี้คืออะไร ก็ตรงตัว…ว่า ต่อให้บริษัทจะดี (หรือร้าย) กับเราขนาดไหน เขาก็ช่วยเราทุกเรื่องไม่ได้หรอก… แม้ว่าเขาจะช่วยให้เรามีสวัสดิภาพในการทำงาน ในการใช้ชีวิตส่วนตัวบ้าง ช่วยให้เราได้เรียนอะไรใหม่ๆ บ้าง แต่สุดท้าย ก็ตัวเองนี้แหละที่ต้องสร้างงาน ทำผลงานให้ได้ พูดง่ายๆ ยังไงซะ มันหนีไม่พ้นที่ต้องเรียนรู้ และพัฒนาตัวเอง

สวัสดิการความเจริญก้าวหน้า ก็ไม่ได้มีระบุเอาไว้ตอนจ้างงาน อย่างมากสุดคือ เขาให้โอกาส เราเองก็ต้องเป็นคนออกแรงทำโอกาสนั่นให้มันดี… และซึ่งถ้ามองโอกาสในงานเป็นเหมือนสวัสดิการที่บริษัทมอบให้ถ้าไม่ใช้ คนอื่นเขาก็มีสิทธิ์ใช้ได้เหมือนกันต่างกันตรงที่มันมีจำกัดนี่แหละ ไม่เหมือนกระดาษทิชชู่…เราไม่ใช้มีคนอื่นมาใช้หมดไป อีกเดี๋ยวก็มีคุณแม่บ้านมาเติม…

ในเมื่อเขาไม่ได้บอกว่าจะช่วยได้ทุกเรื่อง เพราะงั้น แน่นอนว่าส่วนใหญ่ ก็จำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือตัวเองให้อยู่รอด เพื่ออย่างน้อย จะยังได้รักษาความเป็นสมาชิกขององค์กร และยังจะได้ใช้สวัสดิการดีๆ ของบริษัทต่อไป… แบบไม่ใช่ต้องรอทุกอย่างว่าทำไมเขาไม่นั่น ไม่นี่ให้เลย…

เมื่อจุดแข็ง ไม่ใช่จุดแข็ง

เล่าอย่างนี้ครับ ในตอนก่อนเราพูดถึงเรื่องจุดแข็ง และสำรวจจุดแข็งด้วยการใช้คำถามสามสี่ข้อ รายละเอียดอ่านได้จากโพสก่อน ซึ่งมีข้อถึงที่ชวนให้มองหาเรื่องที่ทำได้ดี และคนอื่นอยากให้ทำ แล้วก็มีความสงสัยที่ว่า แล้วถ้าเรื่องที่ทำได้ดี คนอื่นอยากให้ทำ แต่…เราไม่ชอบ อันนี้มันยังจะใช่จุดแข็งมั้ย…

“ขึ้นชื่อว่าจุดแข็ง ย่อมดีทั้งนั้น”

ทำไมผมถึงพูดอย่างนั้น… ตรงนี้ต้องทบทวนกันสักหน่อย จุดแข็งโดยส่วนใหญ่ มีที่มาจาก พรสวรรค์(คือมีต้นทุนอยู่แล้ว) เมื่อฝึกฝนและได้เอาใช้ ก็มักจะได้ผลออกมาที่สูงกว่า การลงทุนกับสิ่งที่ไม่ได้มีต้นทุนเดิมอยู่… ที่พูดว่าดี เพราะเมื่อจะหยิบจับมาใช้ก็สะดวก ไม่ต้องออกแรงมาก

ทีนี้ก็ใช้เมื่อทำได้ดี คนอื่นก็ชอบให้ทำ แต่เราไม่อยากทำ มันจะใช่จุดแข็งหรอ… ลองแยกอย่างนี้ครับ ถ้ามองจุดแข็งเป็นเครื่องมือวิเศษ จากนั้นเรื่องที่ทำเป็นภาระกิจ มันสำคัญว่า ภาระกิจหรืองานที่เขาสั่งให้ทำ มันขัดกับการให้คุณค่าในชีวิตมั้ย หรือที่เรียกว่า Value

ตัวอย่าง ถ้าจุดแข็งของเราคือเป็นคนจูงใจคนได้เก่งมาก พูดอะไรคนก็เชื่อ โดยมีค่านิยมในการใช่ที่จะยึดถือคุณธรรมความดี ดังนั้นถ้าจะให้เขาไปหลอกใคร หรือโฆษณาอะไรเกินจริง… เขาจะไม่ทำ หรือทำก็จะรู้สึกขัด ฝืน และรู้สึกว่านั่นไม่ใช่ตัวเอง… และหากงานที่ทำต้องมีการทำอะไรแอบแฝงก็จะไม่มีความสุข…

อีกอย่างหนึ่ง… จุดแข็งแต่ละตัว มันมีอีกด้านหนึ่งของมัน คือก็ต้องการสิ่งที่จะมาส่งเสริมมันเหมือนกัน มันถึงจะทำงาน ตัวอย่าง “จุดแข็งของคนหนึ่งเป็นเรื่องความละเอียดรอบคอบมาก ทำอะไรไม่มีผิด แบบไว้ใจได้เลย แต่ความต้องการของจุดแข็งข้อนี้คืออาจจะต้องขอเวลาในการตรวจสอบทบทวนบ้าง(มากน้อยแล้วแต่ทักษะอื่นๆ)… ซึ่งถ้าต้องไปอยู่ในสถานการณ์ ที่ต้องรีบๆ ก็อาจจะทำให้รู้สึกอึดอัดบ้าง ขัดๆบ้าง… บ่อยๆที่คนจุดแข็งข้อนี้ก็จะทนไม่ไหวกันไปก็มี (แต่ทั้งนี้คนเรามีจุดแข็ง หรือพรสวรรค์หลายๆ อย่างรวมๆกันพลัดมาใช้งานได้)

“ที่รู้สึกว่ามันไม่แข็ง เพราะมันต้องทำเรื่องที่ขัดกับคุณค่าตัวเอง”

ตอบคำถามโดยสรุปทั้งหมด จุดแข็งก็คือจุดแข็งครับ ส่วนที่ไม่ชอบที่ต้องทำอะไร อันนั้นมันเป็นเรื่องของสถานการณ์หรืองานที่มันขัดกับ คุณค่าของเรา แล้วถ้ามันขัดทำไงหละ… ตอบสั้นๆ ถ้ามันขัดจนเป็นปัญหา ก็หาอะไรอย่างอื่นทำ ตอบยาวกว่านั้น… คือต้องปรับตัว ซึ่งถ้าจะปรับตัวแล้ว คนเราจะมีความสามารถพิเศษในการที่จะดึงพลังบางอย่างที่ซ่อนไว้มาใช้(เร็วช้าอยู่ที่ทักษะนะ) และลองใช้หัวหน้า ใช้เพื่อนร่วมงานในการช่วยให้ feedback ให้เราพาตัวเอง…ปรับตัวได้ ส่วนถ้าลองคิดว่าจะไม่เอา… ไม่เอาก็คือไม่เอา… แต่ก็อย่าลืมพัฒนาให้พร้อมพาตัวเองไปที่อื่นได้หละ…

อ่านเรื่อง จุดแข็ง ก่อนหน้านี้