“เรื่องของม้าแก่”

นานมาแล้ว เจงกิสข่าน “มีชัยครึ่งโลกจากบนหลังม้า” ม้าพันธ์ดีกับความกล้าหาญ และสติปัญญาของคนย่อมเป็นปัจจัยนำมาสู่ชัยชนะ มากกว่านั้น คือความแข็งแกร่งของม้าด้วย…

ไม่ใช่ม้าทุกตัวที่จะวิ่งได้เร็วพร้อมแบกนักรบไว้บนหลัง ไม่ใช่ม้าทุกตัวที่จะไม่กลัวเมื่ออยู่ต่อหน้าข้าศึก และก็ไม่ใช่ม้าทุกตัวอีกเช่นกันที่จะยอมรับใช้การรบที่เอาจริงๆไม่ได้เกี่ยวอะไรกับม้าเลย….

ถ้าม้าเป็นคนในองค์กร ม้าก็คงเป็นบุคลากรระดับปฏิบัติการ พูดง่ายๆ ก็คนทำงานนี่หละ ที่จะนำพาองค์กรด้วยแรงกาย ที่สำคัญมันต้องห้าวศึกมากพอ ที่จะไม่กลัวคมมีด คมหอกข้างหน้า ถ้าเป็นคนมันก็คงเป็นใจนั่นหละ…

แล้วก็อย่างที่รู้กันว่า การสู้บนหลังม้า นักรบในท่าห้าวหาญ กับม้าที่องอาจ มันสง่างามมากสำหรับรูปอนุสาวรีย์ที่เราเห็นๆ กัน… แต่ก็นั้นหละครับมันมีแต่ม้าของคนสำคัญเท่านั้นที่จะกลายมาเป็นอนุสาวรีย์ร่วมกับพวกเขา….

แต่นั้นมันเรื่องร้อยๆปีก่อน ตอนนี้…เราไม่รบบนหลังม้ากันแล้ว ม้าไม่ใช่ของจำเป็นในธุรกิจ(ไม่นับธุรกิจแข่งม้า และเกษตรกรรมที่ใช้ม้าเพื่อเดินทาง) เราแข่งขันกันด้วยสติปัญญา และความสามารถของคนทุกคน ความหมายคือ คนทำงานต้องเข้าใจ และรู้หน้าที่ของตัวเอง และมีความสามารถพอ และมากพอกับงานๆนั้น…

ไม่มี “ม้า” ในธุรกิจ ที่จะต้องมีคนมานำไปแล้วถึงจะทำงานได้อีกต่อไป

ไม่มี “ม้า” ที่เก่งและมีความสามารถ กล้าหาญ แต่ถึงวันนีงมันก็จะแก่ลง แล้วต้องปลดระวาง และถูกลืม

มีแต่ “คน” ที่ต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ให้พร้อม…เสมอ เพราะเอาจริงๆ เราก็ไม่รู้ว่าคนที่ขี่หลังเราอยู่จะลงเมื่อไร ถึงตอนนั้น เราต้องวิ่งเองเป็น…

อย่างที่บอก ไม่มีม้าในธุรกิจ และก็จะไม่มีม้าแก่ เพราะเราไม่ใช่ม้า เราก็ไม่ควรเป็นม้าแก่ ที่เขาจะไม่เอา….

สิ่งหนึ่งที่ไม่ว่าจะ ม้าหรือคน มันอาจจะวิ่งได้ หรือทำงานได้ แต่มันก็คงจะไม่ทำงานอย่างที่สุด และไม่วิ่งสุดตีน….. ถ้ามันหมดใจ

ถ้าถึงอย่างไร…อย่าปล่อยให้เขามองเราเป็นแค่ม้าแก่ ที่ไร้ความสามารถ แต่จงเป็นม้าดื้อ ที่กล้าหาญ และเก่งกาจที่ไม่ยอมกับคนที่ไม่มีใจ….

#สุขสันต์วันแรงงาน

#ปลาวาฬ

Repost จากเพจปลาวาฬไม่ไปทำงานเมื่อวันแรงงานปี 2016…

อ่าน โพสต้นฉบับ

Leave a comment